ผู้ประกอบการจำนวนมากเข้าใจว่า บริษัทที่มียอดขายสูงย่อมมีโอกาสได้รับวงเงินสินเชื่อสูงตามไปด้วย แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจสองแห่งที่มียอดขายเท่ากันอาจมีความสามารถรองรับสินเชื่อแตกต่างกันอย่างมาก เพราะยอดขายไม่ได้สะท้อนต้นทุน ภาระหนี้ และสภาพคล่องทั้งหมดของกิจการ
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังพิจารณา วางแผนการเงินก่อนใช้สินเชื่อธุรกิจ บัญชีบริษัทจึงมีบทบาทสำคัญในการแสดงฐานะทางการเงินและความสามารถในการชำระคืน
อย่างไรก็ตาม การมีรายการเดินบัญชีจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะได้รับวงเงินสูงเสมอไป สิ่งสำคัญคือข้อมูลต้องสามารถอธิบายได้ว่า รายได้มาจากกิจกรรมทางธุรกิจใด มีค่าใช้จ่ายเท่าไร และหลังจากชำระภาระเดิมแล้ว กิจการยังเหลือสภาพคล่องเพียงพอสำหรับสินเชื่อใหม่หรือไม่
บัญชีบริษัทมีความสัมพันธ์กับวงเงินสินเชื่อ SME อย่างไร?
คำว่าบัญชีบริษัทในบริบทของการพิจารณาสินเชื่อครอบคลุมทั้งบัญชีธนาคารที่ใช้รับจ่ายเงิน และข้อมูลทางบัญชีที่แสดงรายได้ ต้นทุน กำไร สินทรัพย์ และหนี้สินของกิจการ
ข้อมูลทั้งสองส่วนมีหน้าที่แตกต่างกัน แต่จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกัน
งบการเงินช่วยแสดงผลประกอบการและฐานะทางการเงินตามหลักบัญชี ขณะที่รายการเดินบัญชีธนาคาร หรือ Bank Statement ช่วยสะท้อนการรับและจ่ายเงินจริงในแต่ละช่วงเวลา
หากบริษัทแสดงยอดขายจำนวนมากในงบกำไรขาดทุน แต่เงินรับจากลูกค้ายังไม่เข้าบัญชีทั้งหมด ผู้ประเมินจำเป็นต้องตรวจสอบว่าส่วนที่แตกต่างเกิดจากลูกหนี้การค้า เครดิตเทอม หรือรายการอื่น
ดังนั้น บัญชีบริษัทไม่ได้ใช้เพียงยืนยันว่ากิจการมีรายได้ แต่ยังช่วยประเมินว่ารายได้นั้นสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดสำหรับชำระภาระหนี้ได้มากน้อยเพียงใด
รายได้ที่ตรวจสอบได้มีผลต่อการกำหนดวงเงินอย่างไร?
รายได้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการประเมินขนาดและความสามารถดำเนินงานของธุรกิจ แต่ผู้ให้สินเชื่อไม่จำเป็นต้องใช้ยอดขายที่บริษัทแจ้งเป็นฐานคำนวณทั้งหมดโดยทันที
ตัวอย่างเช่น บริษัทแห่งหนึ่งแจ้งยอดขายเฉลี่ยเดือนละ 2 ล้านบาท แต่รายการเดินบัญชีหลักแสดงเงินรับจากลูกค้าเพียง 1.3 ล้านบาท
หากไม่มีข้อมูลอธิบายส่วนต่าง ผู้พิจารณาอาจยังไม่สามารถสรุปได้ว่ารายได้ทั้งหมดเกิดขึ้นจริงและอยู่ในรูปแบบที่ตรวจสอบได้เพียงใด
ความแตกต่างอาจเกิดจากลูกค้าชำระผ่านบัญชีอื่น การขายเชื่อที่ยังไม่ถึงกำหนดรับชำระ หรือค่าธรรมเนียมที่ถูกหักก่อนโอนเข้าบัญชี
เมื่อกิจการสามารถแสดงหลักฐานเชื่อมโยงรายได้แต่ละรายการได้ ผู้ประเมินจะมีข้อมูลเพียงพอสำหรับวิเคราะห์ฐานรายได้ที่แท้จริงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม รายได้ที่ตรวจสอบได้สูงขึ้นไม่ได้หมายความว่าวงเงินจะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนเดียวกัน เพราะต้องพิจารณาต้นทุนและภาระหนี้ประกอบด้วย
ทำไมยอดเงินเข้าบัญชีจึงไม่เท่ากับยอดขายจริง?
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนประการหนึ่งคือการนำยอดเงินเข้าบัญชีธนาคารทั้งหมดมารวมเป็นรายได้ของกิจการ
ในความเป็นจริง บัญชีบริษัทอาจมีเงินโอนระหว่างบัญชี เงินเพิ่มทุน เงินยืมจากกรรมการ หรือเงินจากการขายทรัพย์สินปะปนอยู่
รายการเหล่านี้อาจทำให้ยอดเงินเข้าบัญชีสูงขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทมียอดขายสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างเช่น บริษัทมีเงินเข้าบัญชีรวมเดือนละ 2.5 ล้านบาท แต่ในจำนวนดังกล่าวเป็นเงินโอนจากบัญชีบริษัทอีกแห่งหนึ่งจำนวน 400,000 บาท และเงินยืมจากกรรมการ 200,000 บาท
หากไม่มีรายรับประเภทอื่น รายรับจากธุรกรรมที่เหลือจะอยู่ที่ประมาณ 1.9 ล้านบาท ซึ่งยังต้องตรวจสอบต่อว่าเป็นรายได้จากลูกค้าจริงทั้งหมดหรือไม่
การนำยอดเงินเข้า 2.5 ล้านบาทไปใช้คำนวณความสามารถชำระหนี้โดยไม่แยกรายการ อาจทำให้ประเมินฐานรายได้สูงกว่าความเป็นจริง
สำหรับสินเชื่อ SME การจัดทำบัญชีให้สามารถแยกแหล่งที่มาของเงินจึงช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการวิเคราะห์วงเงิน
การกระทบยอดบัญชีช่วยให้เห็นรายได้ที่แท้จริงได้อย่างไร?
การกระทบยอดบัญชี คือการนำข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ มาเปรียบเทียบและอธิบายความแตกต่างอย่างมีเหตุผล
สำหรับกิจการที่รับรายได้จากหลายช่องทาง อาจต้องเปรียบเทียบยอดขายจากระบบ รายได้ที่บันทึกในบัญชี และจำนวนเงินที่เข้าธนาคารจริง
พิจารณาสถานการณ์สมมติของบริษัทจำหน่ายสินค้าแห่งหนึ่ง โดยกำหนดว่าข้อมูลทั้งหมดเป็นรายการในเดือนเดียวกัน และไม่มีการรับชำระจากยอดขายเดือนก่อน
รายการ
จำนวนเงิน
ยอดขายตามบัญชี ไม่รวม VAT
2,400,000 บาท
ยอดขายที่ยังไม่ได้รับชำระ
350,000 บาท
ค่าธรรมเนียมที่ถูกหักก่อนโอน
50,000 บาท
เงินรับสุทธิจากลูกค้า
2,000,000 บาท
เงินโอนภายในระหว่างบัญชี
300,000 บาท
ยอดเงินเข้าบัญชีธนาคารรวม
2,300,000 บาท
จากตัวอย่าง หากพิจารณาเฉพาะ Statement จะเห็นเงินเข้าบัญชี 2.3 ล้านบาท แต่เมื่อหักเงินโอนภายในบริษัทจะเหลือเงินรับจากลูกค้าจริง 2 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ยอดขายตามบัญชี 2.4 ล้านบาทก็ไม่ได้ผิดพลาด เพราะมีลูกหนี้การค้าที่ยังไม่ชำระและค่าธรรมเนียมที่ถูกหักก่อนนำส่ง
หมายเหตุ: ตัวอย่างนี้ใช้สมมติฐานอย่างง่าย ในการดำเนินงานจริงต้องพิจารณาภาษี รอบเวลาบันทึกรายได้ และการรับชำระจากลูกหนี้งวดก่อนเพิ่มเติม
ประโยชน์ของการกระทบยอดคือช่วยให้ผู้ให้สินเชื่อเห็นความสัมพันธ์ของตัวเลขโดยไม่ต้องตีความยอดเงินเข้าทั้งหมดเป็นรายได้ใหม่
ความสม่ำเสมอของรายได้มีผลต่อวงเงินมากน้อยเพียงใด?
นอกจากขนาดรายได้ ผู้ให้สินเชื่อยังอาจพิจารณาความต่อเนื่องและความผันผวนของรายรับด้วย
บริษัทสองแห่งอาจมียอดขายต่อปีเท่ากัน แต่บริษัทแรกมีรายได้สม่ำเสมอทุกเดือน ขณะที่บริษัทที่สองมีรายได้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือน
ตัวอย่างเช่น บริษัททั้งสองแห่งมียอดขายปีละ 12 ล้านบาท
บริษัทแรกขายสินค้าเฉลี่ยเดือนละ 1 ล้านบาทอย่างต่อเนื่อง ส่วนบริษัทที่สองมียอดขายสูงเฉพาะช่วงฤดูกาล แต่บางเดือนมีรายรับต่ำมาก
ความแตกต่างนี้ทำให้ความสามารถรองรับค่างวดรายเดือนอาจไม่เท่ากัน แม้ยอดขายประจำปีจะเท่ากันก็ตาม
หากสินเชื่อกำหนดให้ชำระเป็นงวดทุกเดือน บริษัทที่มีรายรับผันผวนจำเป็นต้องมีเงินสำรองเพียงพอสำหรับช่วงที่ยอดขายต่ำ
ดังนั้น การประเมินวงเงินจึงควรพิจารณารายได้ในเดือนปกติและเดือนที่ยอดขายลดลง ไม่ใช่ใช้เฉพาะเดือนที่มีรายรับสูงที่สุด
ต้นทุนดำเนินงานทำให้ธุรกิจที่ขายได้เท่ากันรองรับวงเงินต่างกันอย่างไร?
ยอดขายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ เพราะกิจการยังมีต้นทุนสินค้าหรือบริการ ค่าแรง ค่าเช่า ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องชำระ
ตัวอย่างเช่น บริษัท A และบริษัท B ต่างมีรายรับจากลูกค้าเดือนละ 1.5 ล้านบาท
บริษัท A มีค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ต้องชำระ 1.1 ล้านบาท จึงเหลือเงินสดก่อนภาระหนี้ประมาณ 400,000 บาท
ขณะที่บริษัท B มีค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 1.4 ล้านบาท เหลือเงินสดก่อนภาระหนี้เพียง 100,000 บาท
หากทั้งสองแห่งมีภาระสินเชื่อเดิมเท่ากัน ความสามารถรองรับค่างวดเพิ่มเติมย่อมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ตัวอย่างนี้สะท้อนว่าผู้ประกอบการไม่ควรใช้ยอดขายเพียงตัวเดียวคาดการณ์วงเงินสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก
สิ่งสำคัญคือการประเมินว่าหลังหักต้นทุนที่ต้องชำระจริงแล้ว กิจการสามารถรักษาเงินสดสำหรับดำเนินงานและรับผิดชอบภาระหนี้ได้เท่าไร
กำไรสุทธิกับเงินสดที่ใช้ชำระหนี้แตกต่างกันอย่างไร?
ธุรกิจที่แสดงกำไรในงบการเงินไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินสดจำนวนเท่ากับกำไรนั้นอยู่ในบัญชีธนาคาร
ตัวอย่างเช่น บริษัทมีกำไรสุทธิเดือนละ 200,000 บาท แต่ในช่วงเดียวกันมีลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น 300,000 บาท เพราะลูกค้าหลายรายยังไม่ถึงกำหนดชำระ
แม้บริษัทจะรับรู้รายได้และกำไรแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินสดบางส่วนกลับเข้ากิจการ
ในทางกลับกัน ค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีที่ไม่ได้ทำให้เงินสดไหลออกในงวดที่บันทึกโดยตรง แต่กิจการอาจมีรายจ่ายลงทุนหรือภาระชำระเงินต้นที่ไม่ปรากฏเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุนในลักษณะเดียวกัน
ดังนั้น การนำกำไรสุทธิมาใช้แทนเงินสดที่สามารถนำไปชำระหนี้ทั้งหมดจึงอาจทำให้ประเมินความสามารถชำระคืนคลาดเคลื่อน
การวิเคราะห์วงเงินสินเชื่อ SME ควรพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของลูกหนี้การค้า สินค้าคงคลัง เจ้าหนี้การค้า รายจ่ายลงทุน และภาระหนี้ร่วมด้วย
ภาระสินเชื่อเดิมจำกัดวงเงินใหม่อย่างไร?
แม้บริษัทจะมีรายรับและกำไรจากการดำเนินงานสม่ำเสมอ แต่หากมีภาระชำระหนี้เดิมจำนวนมาก ความสามารถรองรับสินเชื่อเพิ่มเติมอาจลดลง
พิจารณาบริษัทสมมติแห่งหนึ่งที่มีข้อมูลกระแสเงินสดเฉลี่ยต่อเดือนดังนี้
รายการ
จำนวนเงิน
เงินสดรับจากลูกค้า
1,500,000 บาท
ค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่จ่ายจริง
1,180,000 บาท
เงินสำรองสำหรับภาษีและรายจ่ายจำเป็น
90,000 บาท
เงินสดก่อนชำระหนี้
230,000 บาท
ภาระสินเชื่อเดิม
110,000 บาท
เงินสดเหลือก่อนภาระใหม่
120,000 บาท
หากบริษัทพิจารณาสินเชื่อใหม่ที่มีค่างวดเดือนละ 80,000 บาท จะเหลือเงินสดประมาณ 40,000 บาทต่อเดือน ภายใต้สมมติฐานว่ารายรับรายจ่ายอื่นไม่เปลี่ยนแปลง
แต่หากเงินรับจากลูกค้าลดลงร้อยละ 10 หรือ 150,000 บาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายยังคงเดิม บริษัทจะเกิดส่วนขาดเงินสดประมาณ 110,000 บาทหลังรวมภาระสินเชื่อใหม่
ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้ใช้กำหนดว่าสถาบันการเงินจะอนุมัติหรือปฏิเสธ แต่แสดงให้เห็นว่าการประเมินวงเงินต้องคำนึงถึงความสามารถชำระหนี้ภายใต้ความผันผวนด้วย
กรณีศึกษานี้เป็นสถานการณ์สมมติ ไม่ใช่เกณฑ์อนุมัติของสถาบันการเงิน
ทำไมกิจการที่มีลูกหนี้การค้าสูงอาจต้องการวงเงินมากขึ้น?
ข้อมูลบัญชีบริษัทไม่ได้สะท้อนเฉพาะความสามารถในการชำระคืน แต่ยังช่วยอธิบายความจำเป็นในการใช้เงินทุนหมุนเวียน
ตัวอย่างเช่น บริษัทจำหน่ายสินค้าให้ลูกค้าองค์กร โดยลูกค้าชำระเงินภายใน 60 วัน แต่บริษัทต้องชำระค่าสินค้าแก่ผู้จำหน่ายภายใน 15 วัน
กิจการจึงมีช่วงเวลาที่ต้องสำรองต้นทุนก่อนรับชำระจากลูกค้าประมาณ 45 วัน โดยยังไม่รวมระยะเวลาถือครองสินค้า
หากยอดขายเพิ่มขึ้น บริษัทอาจต้องสำรองเงินทุนเพิ่มขึ้นตามปริมาณคำสั่งซื้อ แม้กิจการจะยังมีกำไรจากการดำเนินงาน
อย่างไรก็ตาม วงเงินที่จำเป็นไม่ได้เท่ากับยอดลูกหนี้การค้าทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เพราะต้องพิจารณาต้นทุนที่ต้องชำระ เงินสดที่มีอยู่ เจ้าหนี้การค้า และรอบรับชำระจริง
บัญชีลูกหนี้และเจ้าหนี้ที่ถูกต้องจึงช่วยให้สามารถประมาณส่วนขาดสภาพคล่องได้มีเหตุผลมากขึ้น
รายการรับจ่ายผ่านบัญชีกรรมการมีผลต่อการประเมินวงเงินหรือไม่?
กิจการขนาดเล็กบางแห่งมีรายรับจากลูกค้าผ่านบัญชีส่วนตัวของกรรมการหรือเจ้าของกิจการ โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นดำเนินธุรกิจ
กรณีนี้อาจทำให้ Statement ของบริษัทไม่สะท้อนรายรับทั้งหมดที่เจ้าของกิจการแจ้ง
อย่างไรก็ตาม การมีรายรับอยู่ในบัญชีกรรมการไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำยอดดังกล่าวมารวมเป็นรายได้บริษัทได้ทันที
จำเป็นต้องตรวจสอบที่มาของรายการ ความสัมพันธ์กับการขายสินค้าและบริการ รวมถึงวิธีบันทึกบัญชีและภาระภาษีที่เกี่ยวข้อง
หากเป็นรายรับของบริษัทจริง ควรมีหลักฐานที่สามารถเชื่อมโยงกับเอกสารขายและข้อมูลบัญชีได้อย่างถูกต้อง
ในทางกลับกัน หากเป็นรายได้ส่วนตัวหรือเงินที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ ก็ไม่ควรนำมารวมกับรายได้บริษัทเพื่อเพิ่มฐานการประเมินสินเชื่อ
การแยกธุรกรรมของกิจการออกจากธุรกรรมส่วนตัวจึงช่วยเพิ่มความชัดเจนของข้อมูล แต่ไม่ได้รับประกันว่าวงเงินจะสูงขึ้น
การปรับปรุงบัญชีบริษัทช่วยเพิ่มวงเงินสินเชื่อได้ทันทีหรือไม่?
การจัดทำบัญชีให้ถูกต้องและตรวจสอบได้ช่วยลดความไม่แน่นอนในการประเมินกิจการ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ได้รับวงเงินเพิ่มขึ้นทันที
หากปัญหาเดิมคือรายได้จากลูกค้าบางส่วนยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยง การจัดทำข้อมูลให้ครบถ้วนอาจช่วยให้ผู้ประเมินมองเห็นรายได้จริงได้ชัดเจนขึ้น
แต่หากธุรกิจมีภาระหนี้สูง ต้นทุนดำเนินงานเพิ่มขึ้น หรือกระแสเงินสดไม่เพียงพอ แม้บัญชีจะมีความถูกต้องมากขึ้น ความสามารถชำระหนี้ก็อาจยังไม่เปลี่ยนแปลง
ดังนั้น บัญชีที่ดีไม่ได้ทำหน้าที่สร้างรายได้ใหม่ แต่ช่วยให้สถานะของกิจการถูกประเมินจากข้อมูลที่มีคุณภาพมากขึ้น
สำหรับสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก การจัดทำบัญชีอย่างต่อเนื่องจึงมีคุณค่าทั้งต่อการบริหารภายในและการแสดงความน่าเชื่อถือของธุรกิจต่อผู้ให้สินเชื่อ
สรุป: บัญชีบริษัทมีผลต่อวงเงิน เพราะช่วยแสดงความสามารถชำระหนี้ที่แท้จริง
การกำหนดวงเงินสินเชื่อ SME ไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดขายหรือจำนวนเงินเข้าบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความสม่ำเสมอของรายได้ ต้นทุนดำเนินงาน ภาระหนี้เดิม และสภาพคล่องที่เหลือสำหรับชำระคืน
บริษัทที่มียอดขายสูงอาจรองรับภาระใหม่ได้น้อยกว่าบริษัทที่มียอดขายต่ำกว่า หากมีต้นทุนหรือหนี้สินเดิมสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ในขณะเดียวกัน กิจการที่มีรายได้จริงแต่ข้อมูลกระจัดกระจายอยู่หลายบัญชี อาจต้องใช้หลักฐานเพิ่มเติมเพื่อให้ผู้พิจารณาสามารถเข้าใจฐานรายได้อย่างครบถ้วน
ผู้ประกอบการที่ต้องการศึกษาวิธีเชื่อมโยงงบการเงิน รายการเดินบัญชี และข้อมูลรายรับรายจ่ายให้พร้อมสำหรับการประเมิน สามารถอ่านบทความ แนวทางจัดระบบบัญชีและตรวจสอบกระแสเงินสดก่อนยื่นสินเชื่อธุรกิจ ของ EasyCashflows เพื่อประกอบการวางแผนวงเงินอย่างเหมาะสม
ท้ายที่สุด บัญชีบริษัทที่มีคุณภาพไม่ใช่บัญชีที่แสดงตัวเลขสูงที่สุด แต่เป็นบัญชีที่สะท้อนรายได้ ต้นทุน และภาระทางการเงินตามความเป็นจริง เพื่อให้การประเมินสินเชื่อมีข้อมูลรองรับอย่างชัดเจนและตรวจสอบได้